อ่านเพิ่ม: เล่นพัฒนาระบบประสาทสัมผัสทั้ง 8 (2)

รับชม คอร์ส Play to Progress บทที่ 7 เล่นพัฒนาระบบประสาทสัมผัสทั้ง 8 ตอนที่ 2

ระบบประสาทสัมผัสทั้ง 8 ได้แก่

การเล่นทำให้ระบบประสาทสัมผัสทั้งแปดทำงานประสานกันอย่างเป็นองค์รวม ประสบการณ์แต่ละครั้งจากการเล่นจะสะสมการเรียนรู้สนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างต่อเนื่อง 

มาทำความรู้จักระบบประสาท ชนิดที่ 5-8

หน้าที่: การมองเห็นทำให้เราประมวลผลและรับรู้วัตถุที่เรามองเห็นในสิ่งแวดล้อมรอบตัว ข้อมูลจากดวงตาและกล้ามเนื้อในดวงตาจะถูกส่งไปประมวลผลที่สมอง ข้อมูลที่ได้หลังประมวลผล คือ การมองเห็น เข้าใจและตีความได้ว่าเรากำลังเห็นอะไรอยู่ และหากดวงตาทั้งสองข้างเคลื่อนที่และทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ดวงตาและมือจึงจะทำงานสัมพันธ์กัน

ประโยชน์: ระบบการมองเห็นที่ดี แปลว่า เด็กสามารถแยกแยะความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของวัตถุสองชิ้นได้ เช่น ความแตกต่างของอักษรเอ็ม (m) กับ อักษรเอ็น (n) หรือ ช. ช้าง (ช) กับ ซ. โซ่ (ซ) ความสามารถนี้ยังช่วยให้เด็กเข้าใจว่าวัตถุหนึ่งสัมพันธ์กับวัตถุอีกชิ้นอย่างไร เวลาอ่านก็จะสามารถมุ่งความสนใจไปที่เนื้อหาสำคัญในแต่ละหน้าได้ เวลาดูภาพก็จะแยกพื้นหลังออกจากวัตถุที่อยู่ข้างหน้าได้ จดจำสิ่งที่เห็นและลำดับของมันได้ รวมถึงรู้ว่าตัวเองกำลังมองอะไรอยู่ แม้จะเห็นวัตถุนั้นเพียงบางส่วน ถ้าเด็กมองแล้วแยกความแตกต่างไม่ได้ การไปโรงเรียนจะเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเขาในทุกวัน

วิธีที่เด็กฝึกการรับรู้สัมผัสการมองเห็น: เราเริ่มสอนให้เด็กหัดสังเกตได้จากเรื่องรอบตัว เช่น หากเด็กยังแยกแยะตัวอักษรต่างๆ อย่าง อักษรเอ็ม (m) กับ อักษรเอ็น (n) หรือ ช. ช้าง (ช) กับ ซ. โซ่ (ซ) ไม่ได้ ผู้ใหญ่อาจช่วยขยายความต่างให้ชัดขึ้นโดยให้เด็กลองวาดนิ้วไปด้วยบนทราย หรือพอเห็นหยักก็ให้พยักหน้าตาม เป็นต้น 

การเล่นกระตุ้นประสาทสัมผัสมีหลากหลาย เช่น เกมจับผิดภาพ เกมไพ่จับคู่ เกมต่อจิ๊กซอว์ และเกมดูกระดาษที่มีตัวเลขเรียงมั่วๆ แล้วแข่งกันวงเลขตามลำดับให้ได้เร็วที่สุด 

ตัวอย่างการเล่น: แมงมุมแมงมึน

สำหรับเด็กวัย: ทุกวัย

อุปกรณ์: 

[สำหรับเล่นนอกอาคาร] ชอล์ก พื้นปูนกว้างๆ 

[สำหรับเล่นในอาคาร] กระดาษ ปากกาเมจิก  

เวลาเล่น: 10-15 นาที 

วิธีเล่น: 

  1. วาดรูปแมงมุมบนพื้นถนนในบริเวณบ้าน วาดใยแมงมุมตรงอีกฝั่ง จากนั้นวาดเส้นวกไปวกมาจากแมงมุมแต่ละตัวไปจนถึงใยแมงมุม หรือจะใช้เชือกจัดวางเป็นเส้นทางใยม้วนไปม้วนมาแทนการวาดเส้นก็ได้ 
  2. เล่าเรื่องให้เด็กฟังว่า แมงมุมหาทางกลับไปที่ใยของมันไม่เจอ 
  3. ให้เด็กเลือกว่า จะพาแมงมุมตัวไหนกลับไปที่ใยของมัน โดยใช้ชอล์กลากเส้นเชื่อมตัวแมงมุมกับใยคู่ไปกับเส้นทางที่ถูกวาดไว้ก่อนหน้านี้ 
  4. ทำซ้ำจนกว่าจะพาแมงมุมกลับไปที่ใยจนครบทุกตัว 

* ถ้าจะปรับให้ง่ายขึ้น ให้วาดเส้นตรงเชื่อมระหว่างใยแมงมุม แทนที่จะวาดเส้นทางวกวนหรือทแยงไปมา

* ถ้าจะปรับให้ยากขึ้น อย่าจับคู่แมงมุมกับใยที่อยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกันพอดี

* ถ้าเล่นในบ้าน ให้วาดรูปลงกระดาษใหญ่ๆ แล้วให้เด็กลองลากเส้นตามดู อาจเปลี่ยนภาพจากแมงมุมให้เป็นสัตว์ประเภทอื่นๆ เรื่องอื่นๆ ก็ได้ เช่น ให้เด็กพานกกลับรัง พาปลากลับบ่อ หรือพาโดนัทเข้าปากเด็ก เป็นต้น

หน้าที่: การรับรส ช่วยให้เราชิมและระบุกลิ่นและรสทั้งห้าชนิด อันได้แก่ หวาน เค็ม เปรี้ยว ขม และกลมกล่อม ได้ สิ่งที่เด็กชอบกินขึ้นอยู่กับประสบการณ์ด้านอาหารที่เขาได้รับในช่วงแรกของชีวิต และจะส่งผลไปจนกระทั่งเด็กโตเป็นผู้ใหญ่ 

รสชาติจากอาหารจะเดินทางไปยังตุ่มรับรส แต่ละตุ่มจะไวต่อการรับรสชาติหนึ่งในห้ารสนี้ สัญญาณต่างๆ จะถูกส่งต่อจากตุ่มรับรสไปที่สมอง ก่อนจะถูกรวมเข้ากับข้อมูลอื่นๆ จากระบบประสาทสัมผัส รวมถึงกลิ่น แล้วสมองจึงตีความออกมาว่าเราชอบอาหารนั้นหรือไม่ 

ประโยชน์: เมื่อเด็กมีประสาทรับรสที่ดี ก็จะแยกรสชาติที่แตกต่างกันได้ รู้สึกสนใจลองอาหารหลายๆ แบบ และตอบสนองต่อรสชาติได้อย่างพอเหมาะพอดี เด็กๆ ที่ปรับระดับการรับรู้รสสัมผัสได้ไม่ดี อาจจะโหยหาอาหารที่มีกลิ่นรสจัดจ้าน และไม่ชอบอาหารจืดชืด หรือไม่ก็อาจกลายเป็นคนที่เลี่ยงอาหารรสจัดและปฏิเสธอาหารหลายชนิดจนถึงจุดที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน   

วิธีที่เด็กฝึกการรับรู้สัมผัสการรับรส: เด็กจะสนุกกับการกินอาหารก็ต่อเมื่อเขาบอกได้ว่า อาหารนั้นมีรสหวาน เปรี้ยว ขม เค็ม หรือกลมกล่อม ความสนุกตรงนี้สามารถนำมาขยายเป็นการเล่นและกิจกรรมที่น่าเพลิดเพลิน ผู้ใหญ่อาจกระตุ้นให้เด็กสนใจกินอาหารหลากหลายโดยชวนให้ชิมอาหารใหม่ๆ  และทำอาหารแปลกๆ ที่น่าลอง เช่น ทำเป็นรูปทรงน่ารัก น่าสนใจ และกินอาหารนั้นๆ ไปด้วยกันกับเด็ก

หากที่บ้านปลูกผัก ก็สามารถชวนเด็กไปเล่นในสวนผัก เก็บผัก เด็ดผักสดๆ มาชิม มาปรุงอาหารไปด้วยกัน

ข้อควรระวัง: 

พยายามไม่ชี้นำว่า อาหารอันนั้นอันนี้อร่อย หรือมีรสอะไร ต้องเป็นแบบไหน บอกเพียงชื่ออาหาร เช่น นี่คือซุปผักโขม กินแล้วแข็งแรงมีพลัง จากนั้นก็ให้เด็กได้ลองชิมเอง หากเด็กต้องการปรุงอาหารแบบที่ตัวเองคิดขึ้นมา แม้ผู้ใหญ่จะคิดว่าแปลก ก็ขอให้ปล่อยเขาลองไป เพื่อให้ได้เรียนรู้เองจากประสบการณ์ตรง

ตัวอย่างการเล่น: ซุปสวนสนุก 

สำหรับเด็กวัย: ทุกวัย

อุปกรณ์: น้ำเปล่า มีด เขียง หม้อซุป แม่พิมพ์ ผักต่างๆ เช่น หัวไช้เท้า แครอต

วิธีเล่น: 

  1. ปอกเปลือกแครอต หัวไช้เท้า แล้วหั่นเป็นแว่นๆ 
  2. ให้เด็กเอาแม่พิมพ์กดลงที่ผักให้เป็นรูปทรงต่างๆ ชวนเด็กๆ ชิมและดมกลิ่นอาหารไปด้วย
  3. ใส่วัตถุดิบและน้ำลงในหม้อแล้วเอาไปต้มให้สุก
  4. สามารถใส่เนื้อสัตว์เพิ่มโปรตีนได้ถ้าต้องการ

หน้าที่: ทำให้เราแยกแยะกลิ่นที่แตกต่างกันและตัดสินได้ว่ากลิ่นนั้นปลอดภัยและหอม (เช่น กลิ่นดอกไม้) หรือเป็นอันตราย (เช่น กลิ่นควัน) ประสาทการรับกลิ่นใกล้ชิดกับสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์มากที่สุด เมื่อเราได้กลิ่นเราจึงเชื่อมโยงมันกับอารมณ์และความทรงจำต่างๆ ได้เร็ว เช่น เมื่อได้กลิ่นของชอบก็ทำให้ท้องร้อง ได้กลิ่นสดชื่นก็รู้สึกผ่อนคลาย บางครั้งกลิ่นก็เตือนเราให้ระวังเหตุฉุกเฉิน อย่างเช่น เวลาที่เทียนไขล้มแล้วไฟลุกไหม้ ช่วยกันไม่ให้เราเผลอกินอาหารที่กลิ่นไม่ชอบมาพากลอย่างนมบูด 

ข้อมูลด้านกลิ่นผ่านเข้าจมูกและถูกส่งไปประมวลผลที่สมองข้อมูล หลังจากประมวลผลแล้วสมองจะจำแนกกลิ่นที่แตกต่างกัน รับรู้คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหาร และสั่งการให้ร่างกายตอบสนอง 

ประโยชน์: การมีระบบรับกลิ่นที่ดี แปลว่า เด็กจำแนกกลิ่นต่างๆ ที่เผชิญอยู่ทุกวันได้ ทั้งกลิ่นที่โปรดปรานและที่ไม่ชอบ สามารถตอบสนองต่อกลิ่นต่างๆ ได้อย่างพอเหมาะพอดี เด็กบางคนทนกลิ่นบางอย่างไม่ได้ ทำให้พวกเขาเข้าสังคมลำบาก เพราะร้านอาหาร โรงอาหาร และห้องเรียนล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยกลิ่นมากมายผสมผสานกัน 

เด็กที่ตอบสนองต่อกลิ่นมากเกินไปอาจอาเจียนหรือน้ำตาไหลเวลาได้กลิ่นบางชนิด ในทางตรงกันข้ามเด็กที่ตอบสนองต่อกลิ่นน้อยเกินไปอาจไม่ได้กลิ่นที่เบาบางและชอบกลิ่นแรงๆ รวมถึงกลิ่นที่เพื่อนๆ มักจะไม่ชอบ อย่างน้ำมันรถหรือปากกาเมจิก เด็กกลุ่มหลังยังอาจเอาแต่สูดดมสิ่งของแปลกๆ อยู่ตลอดเวลาด้วย  

วิธีที่เด็กฝึกการรับรู้สัมผัสการรับกลิ่น: การพาไปเล่นตามฤดูกาลจะช่วยให้เด็กได้รับรู้กลิ่นที่หลากหลาย เช่น กลิ่นดิน กลิ่นหมอกยามเช้า กลิ่นฟาง กลิ่นไก่ย่าง กลิ่นลมฝน กลิ่นดอกไม้นานาชนิด เช่น ดอกกุหลาบ ดอกปีบ ดอกมะลิ ดอกดาวเรือง กลิ่นโคลน กลิ่นทะเล เด็กบางคนชอบไปทะเล เพราะชอบกลิ่นและรับรู้ได้ว่ากลิ่นนี้หมายถึงความสุข และความทรงจำสนุกๆ อย่างการเล่นน้ำทะเล ก่อกองทรายกับครอบครัว การไปทะเลจึงหมายถึงการกลับไปความสุข ความงามและความผ่อนคลาย 

ตัวอย่างการเล่น: รับกลิ่นตามฤดูกาล

สำหรับเด็กวัย: ทุกวัย

วิธีเล่น: พาเด็กออกไปชมธรรมชาติ ลองดมดอกไม้ต่างๆ ดมกลิ่นอากาศ หรือไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีกลิ่นแปลกใหม่ เช่น ร้านอาหารที่ขายอาหารต่างกันไป เมื่อเด็กได้พบกลิ่นที่ไม่เคยสัมผัส ผู้ใหญ่อาจช่วยบอกเด็กได้ว่า นั่นเป็นกลิ่นของอะไร จะช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายพอที่จะเรียนรู้กลิ่นใหม่และเชื่อมโยงกลิ่นนั้นเข้ากับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้ดีขึ้น

สิ่งที่ได้: เด็กได้เก็บประสบการณ์กลิ่นที่หลากหลายและสังเกตความเชื่อมโยงระหว่างกลิ่นกับบริบทแวดล้อม ช่วยให้ประสาทเฉียบคมและจับสัญญาณต่างๆ ในสภาพแวดล้อมได้เร็วขึ้น รู้ว่าตัวเองชอบกลิ่นไหน ไม่ชอบกลิ่นไหน และสามารถใช้กลิ่นปรับอารมณ์ตัวเองได้

หน้าที่: การได้ยินไม่เพียงช่วยให้เราได้ยินเสียง แต่ยังช่วยให้เราแยกแยะความแตกต่างของเสียงทั้งหลาย ตีความ และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม 

ข้อมูลคลื่นเสียงที่เข้าไปในหู จะถูกแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งต่อไปประมวลผลที่สมอง ซึ่งจะแยกแยะระดับความดังเบา เสียงไหนเกิดก่อนเกิดหลัง แตกต่างกันอย่างไร เสียงไหนสำคัญ เสียงไหนเป็นเพียงพื้นหลัง หลังจากประมวลผลสิ่งที่ได้ยินเสร็จแล้ว สมองจึงจะสั่งการร่างกายให้ตอบสนอง

ประโยชน์: ระบบการได้ยินมีบทบาทสำคัญต่อการกำกับตัวเองและพัฒนาการด้านการสื่อสาร เด็กที่แยกแยะเสียงได้ดีจะมีความสุขกับการดูหนัง ฟังเพลง หรือชื่นชมธรรมชาติ เพราะได้ยินเสียงที่หลากหลาย ทำให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้และสุนทรียศาสตร์ได้กว้างไกลขึ้น เมื่อได้ยินเสียงที่เป็นอันตรายก็จะตื่นตัวและหลบหลีกภัยได้เร็วขึ้น

หากระบบนี้พัฒนาไม่เต็มที่ เด็กจะไม่รู้ตัวว่าพูดเสียงดังแค่ไหน ไม่รู้ความต่างระหว่างตัว ร เรือ กับ ล ลิง หรือ  ช ช้าง กับ ซ โซ่ แยกเสียงที่สำคัญออกจากเสียงพื้นหลังไม่ได้ ทั้งยังจำไม่ได้ด้วยว่าได้ยินอะไรบ้าง และได้ยินอะไรก่อนอะไรหลัง เด็กบางคนอาจรู้สึกว่าเสียงในบรรยากาศรอบข้างดังเกินไปจนเขากำกับตนเองไม่ได้ หรือบางทีก็ดูเหมือนไม่ได้ยินที่พ่อแม่พูด (ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำหูทวนลม) เด็กคนหนึ่งอาจแสวงหาเสียงต่างๆ มากกว่าคนอื่น ทำให้เคาะโต๊ะ เคาะปากกาอยู่ตลอดเวลา ขณะที่เด็กบางคนทนได้ยินเสียงชักโครก เครื่องดูดฝุ่น หรือเสียงฟ้าร้องไม่ได้เลย

คนเราต่างมีระดับความอดทนต่อเสียงแตกต่างกันไป แต่เสียงต่างๆ ไม่ควรทำให้กำกับตนเองไม่ได้ เมื่อใดก็ตามที่เสียงใดๆ เริ่มกระทบต่อการเรียนรู้หรือการเข้าร่วมกิจกรรม หรือเมื่อใดที่เด็กโหยหาเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ หรือพูดเสียงดังเกินไปโดยไม่รู้ตัว ก็แปลว่าเขาอาจกำลังมีปัญหาเรื่องระบบการได้ยิน 

วิธีที่เด็กฝึกการรับรู้สัมผัสการได้ยิน:  ชวนให้เด็กได้เล่นกับเสียง เช่น เล่นคุยโทรศัพท์ผ่านถ้วยร้อยเชือก ประกอบการเล่นบทบาทสมมติสั่งอาหารจากร้าน หากผู้ใหญ่สังเกตว่า เด็กได้ยินเสียงใดแล้วกังวล รู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น ได้ยินเสียงสตาร์ตรถแล้วร้องไห้ ให้ผู้ใหญ่เตือนเด็กก่อนว่า กำลังจะมีคนสตาร์ตรถ และเสียงจะดังขึ้น เด็กจะได้เตรียมใจได้ทันและเรียนรู้ว่า เสียงนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว ผู้ใหญ่เองก็เป็นแบบอย่างที่

ข้อควรระวัง: เวลาที่เด็กกลัวหรือตกใจเสียงใดๆ ก็ตาม อย่าเพิ่งไปบอกให้เด็กสงบลง แต่ให้ค่อยๆ อธิบายให้เด็กเข้าใจว่า เสียงนี้คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และความดังระดับนี้ปกติหรือไม่อย่างไร เด็กจะได้ข้อมูลสำหรับประมวลผลเองต่อไปในอนาคต  

ตัวอย่างการเล่น: แมวน้อยจอมเลียนแบบ 

สำหรับเด็กวัย: ทุกวัย

อุปกรณ์: ไม่มีอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมนอกจากผู้เข้าร่วมเล่นเกมอย่างน้อย 3 คน ได้แก่ ผู้นำ ผู้ตามหนึ่งคนหรือมากกว่ายืนเรียงกันเป็นวงกลม และแมวน้อยจอมเลียนแบบยืนกลางวงหนึ่งคน 

เวลาเล่น: 5-15 นาที

วิธีเล่น: 

  1. เตรียมการให้ผู้เล่นคนหนึ่งสวมบทเป็นแมวน้อยจอมเลียนแบบ ที่ต้องพยายามฟังว่า ผู้นำจะบอกอะไรผู้ตาม 
  2. ผู้นำจะต้องกระซิบบอกผู้ตามให้ทำอะไรบางอย่าง เช่น กระโดดตบ 3 ครั้ง หรือให้หาของอะไรก็ได้ที่มีสีแดง โดยไม่ให้แมวน้อยจอมเลียนแบบได้ยินและทำตามได้
  3. แมวน้อยจอมเลียนแบบต้องพยายามฟังว่าผู้นำพูดว่าอะไร 
  4. เมื่อผู้นำถ่ายทอดข้อความให้พูดตามครบทุกคนแล้ว ให้เริ่มนับ 1-3 เมื่อนับถึง 3 ให้ทุกคนทำตามคำสั่ง
  5. ลองดูว่าแมวน้อยจอมเลียนแบบได้ยินไหม หรือต้องคอยทำตามคนอื่น ถ้าแมวน้อยได้ยินและทำกิจกรรมได้ถูกต้อง แมวน้อยจะเป็นฝ่ายชนะ 
  6. สลับบทบาทการให้ทุกคนได้มีโอกาสเป็นแมวน้อยจอมเลียนแบบ 

* ถ้าจะปรับให้ง่ายขึ้น ให้แมวน้อยยืนห่างๆ 

* ถ้าจะปรับให้ยากขึ้น ให้เพิ่มจำนวนผู้ร่วมเล่นเกมจะได้ส่งต่อข้อความให้ถึงครบทุกคนยากขึ้นไปอีก

 การเล่นทุกอย่าง ไม่ว่าจะการค้นหาสิ่งของ หยิบจับสัมผัส และอื่นๆ ช่วยส่งเสริมประสาทสัมผัสที่กล่าวมาข้างต้นอยู่แล้ว ผู้อำนวยการเล่นไม่ต้องพยายามเกินไปจนกลายเป็นบังคับให้เด็กเล่นสิ่งที่ไม่ได้อยากจะเล่น เพียงเพราะต้องการให้เขาพัฒนาระบบนั้นระบบนี้ เพราะหากเด็กเบื่อที่จะเล่นแล้ว ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่ได้อะไรจากการเล่นนั้นเลย

โรงเล่น พิพิธภัณฑ์เล่นได้

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการเล่นอิสระและการเล่นกิจกรรมได้ที่

เพจ โรงเล่น พิพิธภัณฑ์เล่นได้ 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือ Play to Progress เล่นให้เป็น ไปได้ไไกล  
เขียนโดย แอลลี ทิกติน
แปลโดย วิชยา ปิดชามุก (สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป)

“พลังแห่งการเล่น” เพื่อพัฒนาระบบประสาทสัมผัส ที่จะทำให้เด็กๆ เติบใหญ่ประสบความสำเร็จในชีวิต พร้อมแนะนำ 90 เกมสนุกจากข้าวของใกล้ตัวที่นำไปเล่นได้จริง

ทดลองอ่านได้ที่ https://bookscape.co/books/in-stock/play-to-progress

แชร์ความเห็นกันหน่อย!