อ่านเพิ่ม: เล่นพัฒนาระบบประสาทสัมผัสทั้ง 8 (1)

รับชม คอร์ส Play to Progress บทที่ 6 เล่นพัฒนาระบบประสาทสัมผัสทั้ง 8 ตอนที่ 1

ระบบประสาทสัมผัสทั้ง 8 ได้แก่

การเล่นทำให้ระบบประสาทสัมผัสทั้งแปดทำงานประสานกันอย่างเป็นองค์รวม ประสบการณ์แต่ละครั้งจากการเล่นจะสะสมการเรียนรู้สนับสนุนการเติบโตของเด็กอย่างต่อเนื่อง 

มาทำความรู้จักระบบประสาท ชนิดที่ 1-4

หน้าที่: ประมวลผลการเคลื่อนไหวและรักษาสมดุลร่างกายทั้งสองซีกให้ทำงานประสานกันดี เด็กสามารถทรงท่า ทรงตัวได้ ประสานสัมพันธ์การเคลื่อนที่ของศีรษะกับตา และการรักษาระดับความตื่นตัวต่อสิ่งเร้าทางกาย 

ประโยชน์: การมีประสาทสัมผัสการทรงตัวที่ดีช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นคงขณะเคลื่อนไหวร่างกายในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและในขณะทำกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน ตั้งแต่การนั่งที่โต๊ะอาหาร ปีนป่ายเครื่องเล่น ไปจนถึงตอนเล่นเกมกระโดดเชือกกับเพื่อน เมื่อเด็กเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับแรงโน้มถ่วงเป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เท้าไม่ติดพื้น เขาจะยิ่งมั่นใจมากพอที่จะออกไปโลดเต้นเล่นสนุกและขยับร่างกาย 

ความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองนี้จะขยายผลไปสู่เรื่องอื่นๆ ด้วย ถ้าเด็กมั่นใจในท่วงท่าการเคลื่อนไหวของตัวเองโดยทั่วไปแล้ว เขาจะมั่นใจในตัวเองเช่นกัน เด็กกลุ่มนี้จะไม่รีรอที่จะเข้าไปเล่นกับเพื่อนในช่วงพักเบรก เข้ากับคนง่ายและเป็นผู้นำในสายตาเพื่อน ๆ ทำให้มีพัฒนาการด้านการรู้จักตัวเองดีกว่าเด็กคนอื่นๆ 

วิธีที่เด็กฝึกการทรงตัว: เด็กมักมีสัญชาตญาณที่จะฝึกทรงตัวอยู่แล้ว สังเกตได้จากการชอบเล่นเดินทรงตัวตามที่ต่างๆ เช่น บนขอบปูนกั้นล้อรถที่ลานจอดรถ ขอบปูนที่แปลงผัก ท่อโลหะกลมที่สนามเด็กเล่น ท่อนไม้ตามสวน หรือเส้นกระเบื้องบนพื้นห้าง ฯลฯ

ผู้อำนวยการเล่นสามารถเสริมพัฒนาการทรงตัวได้ด้วยการวางแผ่นไม้ เชือก หรือวัสดุอื่นๆ เป็นทางซิกแซก กว้างแคบ ให้เด็กลองเดินตามทางโดยไม่ให้ออกนอกเส้น 

ตัวอย่างการเล่น: โบว์ลิ่งกลิ้งลอดขา 

สำหรับเด็กวัย: ตั้งแต่เมื่อเด็กยืนได้มั่นคง

อุปกรณ์: ลูกบอลขนาดเล็ก สิ่งของวางตั้งเป็นพินโบว์ลิ่ง เช่น ขวดน้ำ บล็อกไม้ ของเล่นชิ้นโปรดของลูก วางต่อกันเป็นรูปทรงต่างๆ หรือเป็นชั้นๆ 

วิธีเล่น: 

  1. เด็กสร้างหอคอยตามจินตนาการ 
  2. ให้เด็กถือลูกบอล  กางขาให้กว้างกว่าความกว้างของไหล่จากนั้นให้โน้มลำตัวเฉพาะช่วงเอวขึ้นไปโดยที่ขาทั้งสองข้างยังเหยียดตรง หันหลังให้หอคอย ก้มตัวลง แล้วกลิ้งลูกบอลด้วยความเร็วสูงสุดไปชนหอคอยจนล้มครืน
  3. ปรับความยากง่ายได้ ด้วยการวางสิ่งของให้ใกล้ตัวหรือห่างตัวขึ้นไปจนถึง 3-5 เมตร 

สิ่งที่ได้: การทรงตัว การวางแผนและปฏิบัติการ การกะระยะและกำลัง  

หน้าที่: ให้ข้อมูลป้อนกลับร่างกาย ว่าตอนนี้ร่างกายอยู่ตรงส่วนไหนในพื้นที่ ควบคุมแรงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวร่างกายได้ 

ประโยชน์: ทำให้เด็กตระหนักรู้ถึงร่างกายตัวเอง กะน้ำหนัก กะแรงได้ จับสิ่งของได้อย่างมั่นคง สามารถหยิบอาหารชิ้นเล็กๆ เข้าปากได้ หรือจับสีเทียนได้โดยไม่หัก 

ระบบประสาทสัมผัสอากัปกิริยาร่างกายทำงานร่วมกับระบบการทรงตัว และสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการวางแผนและการประสานงานการเคลื่อนไหวของร่างกาย ทั้งยังทำให้เด็กผ่อนคลายด้วย

วิธีที่เด็กฝึกการรับรู้อากัปกิริยา: เวลาทารกได้ดูดจุกยางและรับรู้แรงที่เกิดขึ้นระหว่างร่างกายกับสิ่งของอื่นๆ ทารกจะสงบลง 

สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อย หลังจากที่พลังงานของเด็กเพิ่มขึ้นเพราะการเล่นชิงช้าหมุนไปกระตุ้นระบบการทรงตัว  การได้ลากของหนักๆ ไปบนพื้นหรือกระบะทราย ได้ออกแรงเดินชมนำชมไม้ไปรอบๆ วันละหนึ่งชั่วโมง ได้ยกโต๊ะเก็บ ทำงานบ้าน ดูดฝุ่น เช็ดโต๊ะ ก็จะช่วยให้เด็กสงบลงเช่นกัน จึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะทำก่อนส่งเด็กเข้านอนกลางวันและกลางคืน  

ตัวอย่างการเล่น: มาออกแรงกัน

สำหรับเด็กวัย: ทุกวัย

วิธีเล่น: 

ทำกิจกรรมอะไรก็ได้ที่เด็กได้ออกแรง เช่น ทำสวน รดน้ำต้นไม้ ขุดทรายหรือดิน ปีนกระดานลื่น งานบ้านหรือเกมที่เล่นในร่ม ขนของต่าง ๆ ที่ซื้อมาจากร้านเข้าบ้าน ซักผ้า เคลื่อนย้ายเก้าอี้ เก็บหนังสือเข้าที่ เอาขยะไปทิ้ง ดูดฝุ่นเช็ดโต๊ะและหน้าต่าง เล่นดินน้ำมัน เล่นของเล่นสำหรับบีบคลายเครียด เลียนแบบท่าเดินของสัตว์ ผลักผนังห้อง (ผู้ใหญ่อาจบอกเด็กว่า รู้สึกว่าห้องเล็กลงและมอบหมายให้เขาช่วยปรับผนังห้องเพื่อให้ห้องกว้างขึ้น) เป็นต้น เป็นการปลดปล่อยพลังงานออกจากตัว 

สิ่งที่ได้: ผ่อนคลาย สงบ รู้เนื้อรู้ตัว 

หน้าที่: รับข้อมูลด้านกายผ่านสัมผัสทางผิวหนังทั้งบนผิวและลึกลงไป ข้อมูลส่งไปยังสมอง สมองประมวลผลการรับรู้ทางผิวหนังแปลเป็นข้อมูล ซึ่งสมองจะตีความการสัมผัส แยกแยะผิวสัมผัสชนิดต่าง ๆ และรับรู้อุณหภูมิ แล้วจึงตอบสนองต่อการตีความนั้นๆ ด้วยการกระทำ

ผิวหนังของเรามีหน่วยรับความรู้สึกหลายชนิด ที่ถูกกระตุ้นจากแรงดึงบนผิว การสั่นสะเทือน การแตะตัว อุณหภูมิและแรงกด หน่วยรับความรู้สึกบางส่วนตอบสนองไวมาก เช่น ถ้าไปโดนกระทะร้อนๆ เข้า สมองจะตอบสนองด้วยกันดึงมือกลับอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางส่วนตอบสนองอย่างช้าๆ เพื่อให้เรามีเวลาแยกแยะรายละเอียดจนรู้ว่าผิวหนังกำลังสัมผัสอะไรอยู่ เช่น ทำให้เรารู้ความแตกต่างระหว่างเหรียญ 1 บาท กับเหรียญ 10 บาทในกระเป๋า เป็นต้น

ประโยชน์: การมีระบบการรับรู้ทางผิวหนังที่ดีทำให้เด็กแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่ผิวทั้งหลายได้ และตอบสนองต่อสัมผัสต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม หากระบบกายสัมผัสและระบบรับรู้อากัปกิริยาเชื่อมต่อกันดี เด็กจะประสานอวัยวะที่ใช้เขียนหนังสือได้ดี เคลื่อนไหวได้อย่างแม่นยำและควบคุมแรงจับดินสอลากไปบนกระดาษได้อย่างเหมาะสมมั่นคง ทำให้เขียนหนังสือได้ไม่ขาดตอนและอ่านง่าย   

นอกจากนี้ กายสัมผัสยังมีผลต่อการกำกับตนเองและสภาวะทางอารมณ์ การสัมผัสทารกที่คลอดก่อนกำหนดแบบเนื้อแนบเนื้อ จะช่วยให้ทารกเติบโตอย่างแข็งแรงและสร้างสายใยผูกพันและช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย เช่นเดียวกับการที่กายสัมผัสช่วยปลอบทารกที่ตื่นขึ้นมาร้องไห้กลางดึกเพราะฟันกำลังขึ้นหรือหูอักเสบได้ 

ข้อควรระวัง: แม้ว่าการกอดจะช่วยให้หัวใจเต้นช้าและรู้สึกสงบลง แต่การถูกกอดโดยไม่ทันตั้งตัวก็อาจทำให้ตระหนกและหัวใจเต้นเร็วขึ้น อันเป็นเหตุให้เด็กหงุดหงิดหรือกระสับกระส่ายได้ 

วิธีที่เด็กฝึกการรับรู้สัมผัสทางผิวหนัง: ให้เด็กได้สัมผัสสิ่งของหลากหลาย เช่น ของเล่นบล็อกไม้ที่ทำงานไม้ต่างชนิด มีน้ำหนักและผิวสัมผัสต่างกัน ให้เด็กสำรวจพื้นผิวนานาประเภทตั้งแต่ยังเป็นทารก เช่น เปลี่ยนให้ลูกไปนอนคว่ำบนพื้นหญ้าหรือเสื่อที่มีพื้นผิวสัมผัสไม่เรียบดูบ้าง ให้ลูกเล่นทั้งของเล่นนุ่มนิ่มและของปุกปุย ของเล่นที่แข็งและผิวเรียบ ปล่อยให้ลูกเล่นอาหารและสำรวจสบู่ขณะอาบน้ำในอ่าง 

เมื่ออยู่ในครัว ผู้ใหญ่ควรกระตุ้นให้เด็กได้สัมผัสและสำรวจส่วนผสมทุกอย่างก่อนลงมือปรุง และทันทีที่เด็กพร้อมเปลี่ยนจากการกินอาหารเหลวไปเป็นอาหารแข็ง ผู้ใหญ่ก็ควรแนะนำให้เขารู้จักอาหารหลากหลายชนิด เพื่อให้เขาทนต่ออาหารที่มีพื้นผิวหลายๆ แบบ และกล้าลองรสชาติที่แปลกไปเมื่อโตขึ้น ปล่อยให้ลูกใช้มือจับอาหาร อย่ามัวแต่รีบคว้าทิชชู่เปียกมาเช็ดทันทีที่หน้าหรือมือลูกเลอะ เปิดโอกาสให้เขาได้สัมผัสและใช้เวลากับมันก่อนที่จะทำความสะอาดหรือพาไปอาบน้ำ 

ตัวอย่างการเล่น: คลำหาแล้วคว้าไว้ 

สำหรับเด็กวัย: ทุกวัย

อุปกรณ์:  

ถุงทึบอย่างถุงหูรูดใบเล็กที่ไม่มีของข้างใน หรือบ่อทราย (แล้วแต่สถานที่เอื้ออำนวย)

– ของเล่นชิ้นเล็ก ๆ รถของเล่นตัวต่อตัวการ์ตูนยอดมนุษย์ตัวเล็กๆ หรือตุ๊กตาพลาสติกรูปสัตว์

– ผ้าปิดตา

วิธีเล่น: 

  1. ใส่ของเล่นชิ้นเล็กๆ ลงในถุง หรือฝังของเล่นลงในบ่อทราย (จำให้ได้ด้วยว่าใส่อะไรลงไปบ้าง)
  2. สวมผ้าปิดตาให้เด็ก หรือใช้ถุงหูรูดแล้วให้ลูกใช้มือล้วงโดยไม่ให้มองว่าข้างในมีของอะไร หรือให้เด็กปิดตาควานหาของเล่นในบ่อทราย
  3. บอกลูกว่าให้หยิบของชิ้นไหนขึ้นมา ให้ลูกหยิบของที่คุณบอกโดยใช้แค่นิ้วมือสัมผัสเท่านั้น หรือให้เด็กทายก็ได้ว่า ของที่ควานหาเจอในทรายนั้นคืออะไร 
  4. ปรับความยากง่ายได้ตามใจ เช่น หากต้องการเกมง่ายๆ ให้ใส่ของเล่นลงไป 2- 3 ชิ้นพอ และถ้าจะเล่นยากขึ้นอีกหน่อย ก็ให้ใช้ของเล่นที่มีผิวสัมผัสเหมือนกันแต่มีหลายรูปทรง เช่น ตัวต่อปริศนารูปเรขาคณิต 7 ชิ้น (tangram) 

สิ่งที่ได้: เด็กได้ฝึกแยกแยะสิ่งของต่างๆ ออกจากกันโดยใช้มือสัมผัส ช่วยพัฒนาทักษะกายสัมผัสของเด็กๆ ทำให้พวกเขาทำกิจกรรมหลายอย่างได้เอง ทั้งการติดกระดุม รูดซิป ผูกเชือกรองเท้า ดูแลตัวเองได้ และมั่นใจในตัวเอง 

หน้าที่: บอกให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในร่างกายของเรา ช่วยให้รู้ตัวเมื่อถึงเวลาต้องเข้าห้องน้ำ หรือเมื่อรู้สึกหิวหรือกระหายน้ำ การแยกแยะสัญญาณต่าง ๆ ที่ส่งออกมาจากอวัยวะภายในได้ เป็นทักษะที่สำคัญตัวอย่าง เช่น เราต้องแยกแยะได้ว่าเสียงท้องร้องครืดคราดเพราะหิวนั้นต่างกับอาการคลื่นไส้ 

ประโยชน์: เด็กจะรู้จักและรู้สึกดีกับร่างกายตัวเอง ก็ต่อเมื่อเขาระบุได้ว่าร่างกายกำลังรู้สึกอย่างไร และตอบสนองความรู้สึกนั้นได้อย่างเหมาะสม เด็กที่ไม่ค่อยเข้าใจว่าร่างกายกำลังจะบอกอะไรพวกเขา และไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นตรงส่วนไหนของร่างกายมักจะรู้สึกวิตกกังวลและกำกับตัวเองไม่ได้ 

เด็กบางคนอาจเข้าใจผิดไปว่าความรู้สึกมวนท้องเหมือนมีผีเสื้อบินอยู่ข้างในนั้น เกิดจากความกลัว ทำให้รู้สึกกังวลเรื่องจะไปนอนค้างบ้านเพื่อน ไปกินขนม หรือไปผจญภัย ทั้งๆ ที่จริงแล้วเขากำลังตื่นเต้นอยู่ต่างหาก 

บางครั้งเด็กเล่นเพลินจนลืมดื่มน้ำ กินข้าว เข้าห้องน้ำ การรับรู้สัญญาณภายในจะช่วยให้เด็กไปห้องน้ำได้ทัน กินข้าวดื่มน้ำได้เพียงพอความต้องการที่จะทำให้ร่างกายไม่ล้มป่วยและหมดสนุกได้ 

วิธีที่เด็กฝึกการรับรู้สัญญาณจากอวัยวะภายใน: ผู้ใหญ่ช่วยเด็กให้รู้จักอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลายได้ ด้วยการบอกเด็กว่า อาการและความรู้สึกที่พวกเขากำลังมีเรียกว่าอะไร เช่น ปวดมวนในท้อง ปวดฉี่ ปวดท้องหิว ตื่นเต้น เสียใจ กังวลใจ และให้เด็กบอกว่ารู้สึกมากแค่ไหน เช่น เมื่อเด็กหกล้ม ให้ถามเด็กว่า เจ็บตรงไหน เจ็บระดับไหนใน 1-10 หรือ “ขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่” หรือให้เด็กจับมือแล้วบีบเพื่อสื่อว่าเจ็บเบา-แรงขนาดไหน  ถ้าเจ็บน้อยก็ไปทำแผล แต่ถ้าเจ็บมากก็อาจต้องตรวจดูเพิ่มว่าบาดเจ็บที่ไหนอีกหรือไม่ จะได้ช่วยเหลือเด็กได้อย่างถูกต้อง

การที่เด็กมีคำศัพท์ใหม่ๆ สำหรับสังเกตสัญญาณร่างกายที่แ ตกต่างกันเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เด็กสังเกตและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น และตอบสนองต่อสัญญาณเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม

ข้อควรระวัง: บางครั้งเด็กมีอาการไม่สบายแล้วบอกไม่ได้ว่าเจ็บปวดตรงไหนอย่างไร เช่น จู่ๆ ก็อาเจียนออกมา อย่าเพิ่งไปบอกเด็กว่า แย่แล้ว อาการหนัก ซึ่งจะทำให้เด็กตกใจไปก่อน ขอให้สงบสติและช่วยกันประเมินร่วมกับเด็กว่าเด็กรู้สึกอย่างไรกันแน่ 

ตัวอย่างกิจกรรมชวนดูสมุดภาพอวัยวะ 

เตรียมสมุดภาพหรือสื่อต่างๆ ที่แสดงอวัยวะภายในให้เด็กได้ดู จะทำให้เด็กรู้ว่า ร่างกายของเราทำงานอย่างไร ส่งสัญญาณอะไรให้เรารู้ได้บ้าง พร้อมฟังและทำความเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น

 การเล่นทุกอย่าง ไม่ว่าจะการค้นหาสิ่งของ หยิบจับสัมผัส และอื่นๆ ช่วยส่งเสริมประสาทสัมผัสที่กล่าวมาข้างต้นอยู่แล้ว ผู้อำนวยการเล่นไม่ต้องพยายามเกินไปจนกลายเป็นบังคับให้เด็กเล่นสิ่งที่ไม่ได้อยากจะเล่น เพียงเพราะต้องการให้เขาพัฒนาระบบนั้นระบบนี้ เพราะหากเด็กเบื่อที่จะเล่นแล้ว ก็เท่ากับว่า เขาจะไม่ได้อะไรจากการเล่นนั้นเลย

โรงเล่น พิพิธภัณฑ์เล่นได้

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการเล่นอิสระและการเล่นกิจกรรมได้ที่

เพจ โรงเล่น พิพิธภัณฑ์เล่นได้ 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังสือ Play to Progress เล่นให้เป็น ไปได้ไไกล  
เขียนโดย แอลลี ทิกติน
แปลโดย วิชยา ปิดชามุก (สำนักพิมพ์บุ๊คสเคป)

“พลังแห่งการเล่น” เพื่อพัฒนาระบบประสาทสัมผัส ที่จะทำให้เด็กๆ เติบใหญ่ประสบความสำเร็จในชีวิต พร้อมแนะนำ 90 เกมสนุกจากข้าวของใกล้ตัวที่นำไปเล่นได้จริง

ทดลองอ่านได้ที่ https://bookscape.co/books/in-stock/play-to-progress

แชร์ความเห็นกันหน่อย!