อ่านเพิ่ม: Ready,Set,PLAY! เริ่มเล่นเลย!

รับชม คอร์ส Play to Progress บทที่ 4 Ready,Set,PLAY! เริ่มเล่นเลย!

การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการเล่น จะทำให้การเล่นเสริมสร้างพัฒนาการเด็กได้มากมาย ไปไกลกว่าแค่ให้ความสนุก สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการสร้างการปฏิสัมพันธ์เชิงบวก สร้างข้อตกลงร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ และสร้างความปลอดภัยในการเล่น

สร้างปฏิสัมพันธ์เชิงเชิงบวก

เวลาเล่น เด็กๆ จะอยากให้ผู้ใหญ่รับรู้ว่า เขาทำได้ จึงมักหันมาสบตาหรือเดินมาหาเราเป็นระยะๆ หากผู้ใหญ่เอ่ยชื่นชมสิ่งที่เขาหรือนำมาให้โดยบอกให้ชัดเจนว่า กำลังชื่นชมเรื่องอะไร เพราะอะไร ก็จะทำให้การเล่นพาเด็กต่อยอดไปสู่การสร้างวินัยเชิงบวกได้

ขอให้ผู้ใหญ่นึกถึงพฤติกรรมเชิงบวกที่เห็นเด็กๆ ทำแล้วอยากชื่นชม จากนั้นจึงหาจังหวะสื่อความรู้สึกชื่นชมนั้นให้เด็กได้รับรู้ และอยากทำพฤติกรรมนั้นๆ ไปตลอดจนกลายเป็นนิสัย แม้จะเป็นการกระทำเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแบ่งปันดอกไม้ ก้อนหิน หรืออะไรก็ตามที่เขาคิดว่าเป็นสิ่งสวยงามน่าสนใจให้ผู้ปกครองได้ร่วมชื่นชม ไปจนถึงการกินข้าวหมดจานและเก็บจานชามเรียบร้อย ก็ให้ชื่นชมเด็กๆ ด้วยรูปประโยคดังนี้

การเอ่ยชื่นชมเช่นนี้ จะทำให้เด็กเข้าใจว่าการกระทำของตนมีผลกับผู้อื่นอย่างไร นับเป็นการชมที่มีความหมาย ช่วยสร้างพฤติกรรมเชิงบวกได้โดยไม่ทำให้เด็ก “เหลิง”

สร้างข้อตกลงให้การเล่นและทำกิจกรรม

การสร้างข้อตกลงในสถานการณ์ต่างๆ เป็นอีกสิ่งที่ช่วยสร้างวินัยให้เด็กๆ และทำให้เด็กได้เข้าใจความต้องการและความรู้สึกของตัวเองและผู้อื่น และเข้าใจการใช้พื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน

เมื่อเด็กอยู่ที่บ้าน ให้จัดที่ทางให้เป็นระเบียบว่าอะไรอยู่ตรงไหน และสอนเด็กให้ทำพฤติกรรมต่างๆ เป็นกิจวัตร เช่น เมื่อเล่นจะต้องเก็บของ เมื่อจะกินอาหารก็ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ ให้เด็กเก็บเสื้อผ้าใส่ตะกร้า เก็บกระเป๋าไว้ที่ชั้น ทิ้งกล่องนมทุกครั้งที่ดื่มหมด และดื่มให้เสร็จก่อนที่จะเล่นต่อ

การวางแผนและออกแบบเวลาร่วมกันของบ้านก็เป็นอีกมิติสำคัญของการสร้างข้อตกลง การวางแผนร่วมกันจะทำให้เด็กๆ ตื่นเต้นรอคอยที่จะได้ทำเรื่องสนุกกับครอบครัว ผู้ใหญ่สามารถชวนเด็กทำความเข้าใจข้อตกลงในฐานะส่วนหนึ่งของแผนการร่วมกัน เช่น “เช้าวันเสาร์หนูจะได้ไปเดินเล่นกับยายที่ตลาด วันนั้นจะมีงบ 20 บาทสำหรับเลือกซื้อของ หากอยากได้ของที่แพงกว่านั้น จะเก็บเงินเอาไว้จนครบแล้วค่อยไปซื้อก็ได้ และเราจะคุยกันดีๆ ที่ตลาด ตกลงนะ” 

ผู้ใหญ่เองควรจำกัดเวลาการใช้โทรศัพท์หรือแท็บเล็ตของเด็กก่อน 2 ขวบ ไม่ควรยื่นโทรศัพท์ให้เด็กใช้ เพียงเพราะผู้ใหญ่ไม่รู้จะให้เด็กทำอะไร ก่อนที่จะยื่นโทรศัพท์หรือแท็บเล็ตให้เด็ก ผู้ใหญ่ควรชัดเจนว่าเด็กใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้นานแค่ไหนและเมื่อไหร่ ทั้งนี้ผู้ใหญ่ควรรับรู้ด้วยว่าเด็กกำลังดูอะไร มีเนื้อหาอย่างไร หรือกำลังเล่นเกมอะไร ตัวละครในเกมเป็นอย่างไร ผู้ใหญ่ควรนั่งดูไปกับเด็กๆ ด้วย เพราะการรู้สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ใหญ่มีข้อมูลที่จะพัฒนาการเรียนรู้และการเล่นของเด็กต่อไปได้ เช่น ชวนเด็กอ่านหนังสือเกี่ยวกับตัวละครนั้นๆ หรือพาไปดูนิทรรศการเกี่ยวกับเกมที่เด็กชอบ ช่วยให้เด็กได้มีเวลาใฝ่รู้และทำกิจกรรมนอกจอบ้าง

การใช้สื่อต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตไม่ควรเป็นเรื่องต้องห้าม เพราะเด็กสามารถหาความรู้มากมายที่เขาสนใจได้ในนั้น เพียงแต่ต้องมีข้อตกลงว่า เวลาไหนควรใช้ และเวลาไหนไม่เหมาะที่จะใช้ หากผู้ใหญ่กังวลเรื่องเนื้อหาไม่เหมาะสมที่เด็กอาจเข้าถึงได้ ให้ตั้งค่าแอปพลิเคชันให้เหมาะกับเด็ก และบอกให้เด็กรู้ล่วงหน้าว่า ถ้าพบเจออะไรที่ชวนให้กังวลใจ ก็เล่าให้ผู้ใหญ่ฟังได้เสมอ

เวลาสร้างข้อตกลง ให้ผู้ใหญ่นั่งสบตาในระดับเดียวกับเด็ก พูดด้วยน้ำเสียงมั่นคงสม่ำเสมอให้เด็กรับรู้ถึงข้อตกลงก่อนถึงทำกิจกรรมต่อไป เช่น “หนูมีเวลาดูสื่อข้างๆ แม่ที่กำลังทำอาหาร เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง เมื่อหมดเวลาจะปิดและรับประทานอาหารด้วยกัน จะไม่เปิดจอระหว่างทานอาหารนะคะ” 

ทั้งนี้ ข้อตกลงจะยืดหยุ่นได้ตามบริบท สถานการณ์ และสถานที่ เมื่อไปเที่ยวทำกิจกรรมในสถานที่ต่างๆ ให้ชวนเด็ก ๆ ดูป้ายของแต่ละสถานที่ และอ่านข้อมูลด้วยกันก่อน เพื่อให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่เข้าใจกติกาสังคมในที่นั้นๆ 

เช่น โรงเล่นมีข้อตกลง 3 ข้อ

รับทราบและรักษาข้อตกลงทั้งสองฝ่าย

เด็กจะแสดงว่ารับรู้ข้อตกลงด้วยการสบตา เวลาที่ผู้ใหญ่แจ้งให้เด็กๆ รับทราบข้อตกลง ขอดูอากัปกิริยาของเด็กด้วยว่าเขารับรู้แล้วหรือยัง ไม่ใช่ผู้ใหญ่เข้าใจและรับรู้อยู่ฝ่ายเดียว 

เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงให้คำสัญญากันแล้ว ผู้ใหญ่ก็ต้องรักษาสัญญาเช่นกัน

สร้างความปลอดภัยในการเล่น

ยิ่งเด็กได้พบเจอเรื่องใหม่ๆ ที่ท้าทาย ก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้น ผู้อำนวยการเล่นจึงต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เสริมความกล้าให้เด็กๆ ได้ทำเรื่องท้าทายสำหรับตนเอง โดยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ และประเมินความเสี่ยงของพื้นที่ เช่น ตรวจดูสนามก่อนว่ามีไม้เสียบลูกชิ้น เศษไม้ เศษแก้วในพื้นที่หรือไม่ ก่อนปล่อยให้เด็กเล่นอิสระในสนาม การเตรียมการล่วงหน้านอกจากจะช่วยให้เด็กปลอดภัยแล้ว ยังช่วยผู้ใหญ่เตรียมใจให้กล้าและพร้อมปล่อยเด็กออกไปเล่นอย่างไร้กังวลอีกด้วย

ตัวอย่างการวางแผนสร้างความปลอดภัย

[ กิจกรรมเดินป่าชุมชน ]

– วางแผนจำนวนเด็กกับผู้ใหญ่ว่า เหมาะสมพอดีไหม 
– ผู้ใหญ่จะอยู่ไหนบ้างระหว่างการเดินป่า 
– เตรียมยาสามัญประจำบ้าน อาหาร น้ำให้พอ 
– เตรียมรองเท้าและเสื้อผ้าให้พร้อมและเหมาะกับอุณหภูมิพื้นที่ 
– คุยกับเด็กๆ ก่อนเดินทางว่า ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้
– วางใจและเชื่อมั่นว่าเด็กๆ ก็รักตัวเองและอยากที่จะปลอดภัย

ข้อควรระวัง: พฤติกรรมที่ไม่สร้างความปลอดภัยข้อแนะนำ
❌ พยายามเลี่ยงการใช้คำว่า “ห้าม” “อย่า” “หยุด” ซึ่งมักทำให้การเรียนรู้ของเด็กหยุดชะงักและถูกจำกัด 

❌ พยายามเลี่ยงการปล่อยพลังงานเชิงลบว่า กำลังจะเกิดอุบัติเหตุหรือเรื่องร้ายๆ ขึ้นแน่ๆ เพราะเด็กจะรับรู้ความไม่เชื่อใจซึ่งอาจส่งผลต่อสมาธิและการเล่นของเด็กได้

❌ ไม่ล้อเลียน ล้ออัตลักษณ์ แหย่ให้เด็กโกรธหรือโมโหเพียงเพื่อให้ผู้ใหญ่ได้หัวเราะ การแหย่ พูดสองแง่สามง่าม ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ใดๆ 
✔  เรียกชื่อเด็กคนนั้นจริงๆ แทนการเรียกฉายา 

✔ แม้เด็กจะรู้สึกอยากทำ อยากท้าทาย หากผู้ใหญ่ประเมินดูแล้วรู้สึกว่า สิ่งที่เด็กกำลังทำอาจก่ออันตรายได้ ขอให้ผู้อำนวยการเล่นสังเกตความรู้สึกตัวเองให้ชัดเจนก่อน ถามความรู้สึกของเด็ก แล้วจึงบอกกับเด็กไปตามตรงว่ารู้สึกอย่างไร เช่น 
ผู้อำนวยการเล่น: “อยู่ที่สูงขนาดนั้นรู้สึกอย่างไรบ้าง” 
เด็ก: “รู้สึกสบายใจดี อยากปีนต่อ” 
ผู้อำนวยการเล่น: “น้ารู้สึกใจหวิวเลย ถ้าไปต่อไม่ไหวก็ลงมาได้นะ น้าอยู่ตรงนี้”

ดูข้อมูลเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการเล่นอิสระและการเล่นกิจกรรมได้ที่

เพจ โรงเล่น พิพิธภัณฑ์เล่นได้ 

แชร์ความเห็นกันหน่อย!